คิดหลายตลบเหมือนกันว่าข้อเขียนนี้แรงไปไหม แต่ก็ตัดใจในประเด็นต่างๆ ออกแล้วมาคิดใหม่ว่าจะนำเสนอเรื่องนี้ สืบเนื่องจากมีข่าวกรณีผู้กำกับหนังคนหนึ่งประกาศเลิกนับถือศาสนาพุทธเพราะที่ผ่านมาทำประโยชน์ให้กับศาสนามาตลอดเวลา แต่วันนี้ศาสนากลับไม่ช่วยอะไรเลย
ตะลึงไปพักใหญ่เมื่ออ่านข้อความดังกล่าว
รู้สึกสะพรึงกลัวในความคิดเห็นนี้อย่างมาก เพราะเป็นเรื่องของแนวคิดสะท้อนให้เห็นถึงวิธีการคิดต่อการปฏิบัติในศาสนาของคนนั้นๆ
ที่ผ่านมาก็ไม่รู้ว่าคุณประโยชน์ที่สร้างต่อศาสนานั้นคืออะไร หรือเพียงแค่การทำบุญ การสร้างอะไรให้วัดวาอาราม และถือว่าทำคุณประโยชน์อันยิ่งใหญ่แล้ว ถ้าเป็นเช่นนั้นก็ถือว่า เข้าใจคำว่าศาสนาผิด โดยเฉพาะศาสนาพุทธ
หรือคิดว่า การนับถือพระเกจิอาจารย์ดังอย่างเลื่อมใสศรัทธาแล้วนั่นคือ การนับถือศาสนาพุทธ ก็ผิดอีกเช่นกัน
แล้วที่บอกว่าชีวิตวอดวายพินาศไปนั้นศาสนาไม่ได้ช่วยอะไร นี่ยิ่งเข้าใจผิด และมีท่าทีต่อท่าทีต่อการเดินเข้าหาศาสนาเป็นอย่างมาก เพราะสะท้อนให้เห็นว่า เขานับถือพระพุทธศาสนาเพียงเพื่อให้ศาสนาช่วยให้ประสบผลสำเร็จในชีวิต
วันพฤหัสบดีที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558
วันจันทร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558
รวมบทความที่เขียนไว้ในนิตยสารและเว็บไซต์
หลังจากที่เขียนบทความให้นิตยสาร ภูวธรรม ซึ่งเป็นเอกสารแจกฟรีสำหรับผู้โดยสาร สมบัติทัวร์ ซึ่งเป็นนิตยสารราย 2 เดือน โดยเนื้อหาหลากหลาย แต่จะเน้นการเขียนเชิงวิเคราะห์ บอกเล่า โดยพยายามนำเสนอในสิ่งที่ไม่ค่อยมีคนนำเสนอ หรือค้นหาในอินเตอร์เน็ตไม่ค่อยเจอ เพื่อเพิ่มมุมมอง เพิ่มความคิดเห็นจากหลายมุมมอง...
บทความของนิตยสารภูวธรรมส่วนใหญ่จะเป็นต้นฉบับที่ยังไม่ได้จัดทำกราฟฟิก และใช้นามแฝง: เพชรจันทร์, ชิตมนัส ชินารมย์, จุฬาลัมภา, พิมพ์ปัญญา และ picturaworld
ส่วนเว็บไซต์ที่เขียนไว้นั้นก็มีบทความเก่าตั้งแต่ปี 49 จนถึงปัจจุบัน (2558) โดยใช้นามแฝง โยธินิน, yothinin และ foxdev
ลิงค์ที่แสดงไว้เป็นไฟล์แบบ pdf ซึ่งนำไปเก็บไว้ใน google drive สามารถคลิกที่ลิงค์เพื่ออ่านหรือดาวน์โหลดได้
บทความของนิตยสารภูวธรรมส่วนใหญ่จะเป็นต้นฉบับที่ยังไม่ได้จัดทำกราฟฟิก และใช้นามแฝง: เพชรจันทร์, ชิตมนัส ชินารมย์, จุฬาลัมภา, พิมพ์ปัญญา และ picturaworld
ส่วนเว็บไซต์ที่เขียนไว้นั้นก็มีบทความเก่าตั้งแต่ปี 49 จนถึงปัจจุบัน (2558) โดยใช้นามแฝง โยธินิน, yothinin และ foxdev
ลิงค์ที่แสดงไว้เป็นไฟล์แบบ pdf ซึ่งนำไปเก็บไว้ใน google drive สามารถคลิกที่ลิงค์เพื่ออ่านหรือดาวน์โหลดได้
วันจันทร์ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2558
พระพุทธปุษยคีรีศรีสุวรรณภูมิ กับ "วัฒนธรรมตามใจผู้สร้าง"
หลายครั้งที่ผู้เขียนกล่าวถึงการพัฒนาสิ่งต่างๆ ของผู้คนในบ้านเรามักเป็นแบบ "เริ่มใหม่" ยึดตนเองเป็นศูนย์กลางของสรรพสิ่ง โดยมีวัตถุประสงค์หลักเป็น "ที่สุด" ไม่ว่าจะเป็น คนแรกสุด คนคิด คนสร้าง แม้กระทั่งหลายๆ เว็บไซต์หรือโพสต์ในแฟนเพจของเฟสบุคก็ยังมี คอมเม้นท์แรกสุด...
อีกประการหนึ่งคนไทยส่วนใหญ่ "บ้า... ที่สุดในโลก" ประเภท แห่งเดียวในโลก ใหญ่ที่สุดในโลก จนเกิดการแข่งดี บ้าดีกันที่สุดในโลก เช่นกัน
การพัฒนาเช่นนี้กลับเป็นการเร่งการทำลายในหลายด้าน ไม่ว่ารากเหง้าของสังคม ทำลายองค์ความรู้ต่างๆ เพราะแนวคิดที่ "ไม่ยอมรับความสามารถของผู้อื่น" สิ่งดีๆ ต่างๆ จะต้องเกิดจากตนเองเท่านั้น
แนวคิดแบบนี้ทำให้คนหลายคน (โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในส่วนของการบริหารจัดการ หรือผู้มีอำนาจ มีอิทธิพลทางความคิด ทางการกระทำ) มักจะทำอะไรใหม่ๆ ตามใจตนเอง โดยไม่มองบริบทรอบด้าน ไม่มองความเป็นจริง ไม่มองความถูกต้อง ไม่มองถึงผลกระทบและปัญหา ทำให้สังคมบ้านเรากลายเป็นสังคมที่ยึดถือไม่ได้ เพราะข้อมูลเท็จมากขึ้นทุกวัน
อีกประการหนึ่งคนไทยส่วนใหญ่ "บ้า... ที่สุดในโลก" ประเภท แห่งเดียวในโลก ใหญ่ที่สุดในโลก จนเกิดการแข่งดี บ้าดีกันที่สุดในโลก เช่นกัน
การพัฒนาเช่นนี้กลับเป็นการเร่งการทำลายในหลายด้าน ไม่ว่ารากเหง้าของสังคม ทำลายองค์ความรู้ต่างๆ เพราะแนวคิดที่ "ไม่ยอมรับความสามารถของผู้อื่น" สิ่งดีๆ ต่างๆ จะต้องเกิดจากตนเองเท่านั้น
แนวคิดแบบนี้ทำให้คนหลายคน (โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในส่วนของการบริหารจัดการ หรือผู้มีอำนาจ มีอิทธิพลทางความคิด ทางการกระทำ) มักจะทำอะไรใหม่ๆ ตามใจตนเอง โดยไม่มองบริบทรอบด้าน ไม่มองความเป็นจริง ไม่มองความถูกต้อง ไม่มองถึงผลกระทบและปัญหา ทำให้สังคมบ้านเรากลายเป็นสังคมที่ยึดถือไม่ได้ เพราะข้อมูลเท็จมากขึ้นทุกวัน
วันเสาร์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2557
กรอบการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์: ธรรมะ ศิลปะ และประวัติศาสตร์
(สืบเนื่องจากเดิมเคยเขียนไว้แล้วครั้งหนึ่งเรื่อง ประวัติศาสตร์ ธรรมะ และศิลปะ วันนี้จึงเขียนต่อในเรื่องการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์บ้าง)
การพัฒนาทรัพยามนุษย์ในปัจจุบันจะอยู่ในเรื่อง การฝึกอบรม และ On-the-job-training เป็นหลักใหญ่ มีระบบพี่เลี้ยง (Monitoring) บ้าง และอื่นๆ ลดน้อยไปตามลำดับ แต่โดยพื้นฐานเมื่อคิดถึงการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์แล้วไม่พ้นการฝึกอบรม การสัมมนา เพราะเป็นวิธีการที่ง่าย เห็นชัดเจนเป็นรูปธรรมกว่าวิธีอื่น
สำหรับผู้เขียนที่สังเกตการพัฒนาในรูปแบบต่างๆ ศึกษาหาอ่านมาตลอดระยะเวลาเกือบ 10 ปีนี้กลับพบว่าวิธีการดังกล่าวเป็นวิธีการที่ไม่ได้ผลเท่าที่ควร ได้อย่างมาก 10-20% โดยเฉพาะการอบรมภาคบังคับ ไม่ไปไม่ได้ ไม่ไปมีเรื่อง ไม่ไปต้องเขียนรายงาน หรือมีผลต่อการประเมิน สิ่งเหล่านี้ได้แต่ปริมาณ ไร้ซึ่งคุณภาพ สุดท้ายกลายเป็นตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ
การพัฒนาทรัพยามนุษย์ในปัจจุบันจะอยู่ในเรื่อง การฝึกอบรม และ On-the-job-training เป็นหลักใหญ่ มีระบบพี่เลี้ยง (Monitoring) บ้าง และอื่นๆ ลดน้อยไปตามลำดับ แต่โดยพื้นฐานเมื่อคิดถึงการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์แล้วไม่พ้นการฝึกอบรม การสัมมนา เพราะเป็นวิธีการที่ง่าย เห็นชัดเจนเป็นรูปธรรมกว่าวิธีอื่น
สำหรับผู้เขียนที่สังเกตการพัฒนาในรูปแบบต่างๆ ศึกษาหาอ่านมาตลอดระยะเวลาเกือบ 10 ปีนี้กลับพบว่าวิธีการดังกล่าวเป็นวิธีการที่ไม่ได้ผลเท่าที่ควร ได้อย่างมาก 10-20% โดยเฉพาะการอบรมภาคบังคับ ไม่ไปไม่ได้ ไม่ไปมีเรื่อง ไม่ไปต้องเขียนรายงาน หรือมีผลต่อการประเมิน สิ่งเหล่านี้ได้แต่ปริมาณ ไร้ซึ่งคุณภาพ สุดท้ายกลายเป็นตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ
วันศุกร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2557
แนวทางฝึกหัดเพื่อเขียนบทความ: คิดก่อนพูด และคิดก่อนเขียน
พูดได้ก็เขียนได้ พูดเป็นก็เขียนเป็น ทั้งพูดและเขียนต่างต้องใช้ความคิด ต้องเรียบเรียงความคิดเพื่อสื่อออกมา...
เมื่อวานได้เขียนแนวทางการฝึกหัดการเขียนบทความแล้ว ชื่อตอน นักเขียนย่อหน้าเดียว เป็นการแนะนำให้คนเริ่มเขียนบทความได้ฝึก ง่ายๆ ด้วยการเขียนทุกวันผ่านเฟสบุ้กหรือสื่อออนไลน์ต่างๆ โดยเปลี่ยนวิธีการเขียนเสียใหม่ ให้เขียนหนึ่งย่อหน้า แล้วให้ได้ใจความให้ได้สาระ มีความเป็นเอกภาพ ลื่นไหล สามารถนำไปแตกประเด็นใหม่ได้อีก เหมือนที่มีคนบอกว่า
พูดได้ก็เขียนได้ พูดเป็นก็เขียนเป็น ทั้งพูดและเขียนต่างต้องใช้ความคิด ต้องเรียบเรียงความคิดเพื่อสื่อกมา แต่จะดีมากน้อยแค่ไหนก็ว่ากันไปตามเหตุปัจจัย
ปปัญจธรรมมูลเหตุของสงครามทุกชนิด
ปปัญจธรรม คือ ตัณหา มานะ ทิฏฐิ นี่แหละครับที่ก่อให้เกิดการต่อสู้อย่างยิ่งใหญ่ เป็นกิเลสชนิดหนึ่ง ที่มีอยู่คู่กับ โลภะ โทสะ โมหะ
ตัณหาความอยากได้ใคร่มีทำให้แย่งชิงต่อสู้ให้ได้มา มานะ เป็นความถือตัวถือตน คิดว่าตนเองใหญ่ ยึดตัวกูของกู ทำให้ไม่เกรงกลัวผู้ใด ก่อให้เกิดสงครามแย่งชิงเช่นกัน
ทิฏฐิ คือ ความคิด ความเห็น อุดมการณ์ ตัวนี้ใหญ่เลยครับ ใหญ่เสียใจทำให้เกิดความหลงผิด เป็นมิจฉาทิฏฐิ การต่อสู้ด้วยทิฏฐินี้ เป็นการต่อสู้ที่ยาวนาน ไม่มีทางสิ้นสุด เพราะเป็นความคิดที่ฝังหัว ปลูกฝังสู่ลูกสู่หลาน กลายเป็นวัฒนธรรมของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งไป
ตอนนี้ในสังคมไทยกำลังเข้าสู่สภาวะที่หลายคนกำลังลุ่มหลงมัวเมาใน ปปัญจธรรม คือ อยากได้อยากไม่ ยึดมั่นตัวตน ยึดในทิฏฐิของตน ทำให้สังคมปั่นป่วน จวนเจียนเต็มที
แต่สังคมนี้เราหลายคนยังไม่ทราบว่า ตกอยู่ในกิเลสเหล่านี้ กลับมองเห็นเป็นเรื่องปกติ นี่แหละประเทศไทย น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งครับ
ตัวอย่างตัณหาก่อให้เกิดสงคราม:
อเมริกาอยากได้ทรัพยากรน้ำมันจากตะวันออกกลางเลยเป็นส่วนหนึ่งของสงคราม (ตัณหา)
ศากยวงศ์รังเกียจพระเจ้าวิฑูฑภะ ที่เกิดจากพระเจ้าปเสนทิโกศลกับนางทาสที่ราชวงศ์ศากยะย้อมแมวส่งไปให้เป็นการถือตัวตน ถือวรรณะ สุดท้ายพระเจ้าวิฑูฑภะล้างราชวงศ์ศากยะจนเกือบสูญสิ้น จนไม่เหลืออำนาจ (มานะ)
สงครามระหว่างอิสราเอล กับ ปาเลสไตน์ เป็นเรื่องของดินแดนตามพันธสัญญาที่พระเจ้าให้ไว้ว่า ดินแดนแห่งพระเจ้าประทานให้ กลายเป็นสงครามยืดเยื้อจากอดีตถึงปัจจุบัน (ทิฏฐิ)
จะเห็นได้ว่า สงครามที่เกิดจาก ทิฏฐิ นี้เป็นสงครามที่ยืดเยื้อสิ้นสุดได้ยาก ใช้ระยะเวลายาวนาน และไม่มีท่าทีว่าจะสิ้นสุด
ทุกวันนี้สังคมไทยก็ได้เห็นแล้วว่า ความแตกแยกทางสังคมของเราเกิดความเห็นต่าง ซึ่งนั่นก็คือ ทิฏฐิ ตามหลักพุทธศาสนา เป็นทิฏฐิของตนเอง ของฝ่ายตนเอง และไม่ต้องถามว่าเป็นทิฏฐิแบบ สัมมาทิฏฐิ หรือ มิจฉาทิฏฐิ
หากเป็นสัมมาทิฏฐิแล้วย่อมเห็นเหมือนกัน เห็นความจริงแท้แน่นอนของสรรพสิ่ง เห็นทั้งเขาและเรา เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม แล้วความเดือดร้อนจะเกิดได้อย่างไร
ทิฏฐิที่สร้างปัญหาทุกวันนี้คือ มิจฉาทิฏฐิ อย่างร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่ว่าจะเป็น เสื้อแดง หรือ กปปส. ก็ทิฏฐิฝ่ายตัวเองทั้งนั้น... หรือว่าใครมีความเห็นต่างบ้างครับ...
ตัณหาความอยากได้ใคร่มีทำให้แย่งชิงต่อสู้ให้ได้มา มานะ เป็นความถือตัวถือตน คิดว่าตนเองใหญ่ ยึดตัวกูของกู ทำให้ไม่เกรงกลัวผู้ใด ก่อให้เกิดสงครามแย่งชิงเช่นกัน
ทิฏฐิ คือ ความคิด ความเห็น อุดมการณ์ ตัวนี้ใหญ่เลยครับ ใหญ่เสียใจทำให้เกิดความหลงผิด เป็นมิจฉาทิฏฐิ การต่อสู้ด้วยทิฏฐินี้ เป็นการต่อสู้ที่ยาวนาน ไม่มีทางสิ้นสุด เพราะเป็นความคิดที่ฝังหัว ปลูกฝังสู่ลูกสู่หลาน กลายเป็นวัฒนธรรมของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งไป
ตอนนี้ในสังคมไทยกำลังเข้าสู่สภาวะที่หลายคนกำลังลุ่มหลงมัวเมาใน ปปัญจธรรม คือ อยากได้อยากไม่ ยึดมั่นตัวตน ยึดในทิฏฐิของตน ทำให้สังคมปั่นป่วน จวนเจียนเต็มที
แต่สังคมนี้เราหลายคนยังไม่ทราบว่า ตกอยู่ในกิเลสเหล่านี้ กลับมองเห็นเป็นเรื่องปกติ นี่แหละประเทศไทย น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งครับ
ตัวอย่างตัณหาก่อให้เกิดสงคราม:
อเมริกาอยากได้ทรัพยากรน้ำมันจากตะวันออกกลางเลยเป็นส่วนหนึ่งของสงคราม (ตัณหา)
ศากยวงศ์รังเกียจพระเจ้าวิฑูฑภะ ที่เกิดจากพระเจ้าปเสนทิโกศลกับนางทาสที่ราชวงศ์ศากยะย้อมแมวส่งไปให้เป็นการถือตัวตน ถือวรรณะ สุดท้ายพระเจ้าวิฑูฑภะล้างราชวงศ์ศากยะจนเกือบสูญสิ้น จนไม่เหลืออำนาจ (มานะ)
สงครามระหว่างอิสราเอล กับ ปาเลสไตน์ เป็นเรื่องของดินแดนตามพันธสัญญาที่พระเจ้าให้ไว้ว่า ดินแดนแห่งพระเจ้าประทานให้ กลายเป็นสงครามยืดเยื้อจากอดีตถึงปัจจุบัน (ทิฏฐิ)
จะเห็นได้ว่า สงครามที่เกิดจาก ทิฏฐิ นี้เป็นสงครามที่ยืดเยื้อสิ้นสุดได้ยาก ใช้ระยะเวลายาวนาน และไม่มีท่าทีว่าจะสิ้นสุด
ทุกวันนี้สังคมไทยก็ได้เห็นแล้วว่า ความแตกแยกทางสังคมของเราเกิดความเห็นต่าง ซึ่งนั่นก็คือ ทิฏฐิ ตามหลักพุทธศาสนา เป็นทิฏฐิของตนเอง ของฝ่ายตนเอง และไม่ต้องถามว่าเป็นทิฏฐิแบบ สัมมาทิฏฐิ หรือ มิจฉาทิฏฐิ
หากเป็นสัมมาทิฏฐิแล้วย่อมเห็นเหมือนกัน เห็นความจริงแท้แน่นอนของสรรพสิ่ง เห็นทั้งเขาและเรา เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม แล้วความเดือดร้อนจะเกิดได้อย่างไร
ทิฏฐิที่สร้างปัญหาทุกวันนี้คือ มิจฉาทิฏฐิ อย่างร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่ว่าจะเป็น เสื้อแดง หรือ กปปส. ก็ทิฏฐิฝ่ายตัวเองทั้งนั้น... หรือว่าใครมีความเห็นต่างบ้างครับ...
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
