วันเสาร์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2557
กรอบการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์: ธรรมะ ศิลปะ และประวัติศาสตร์
การพัฒนาทรัพยามนุษย์ในปัจจุบันจะอยู่ในเรื่อง การฝึกอบรม และ On-the-job-training เป็นหลักใหญ่ มีระบบพี่เลี้ยง (Monitoring) บ้าง และอื่นๆ ลดน้อยไปตามลำดับ แต่โดยพื้นฐานเมื่อคิดถึงการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์แล้วไม่พ้นการฝึกอบรม การสัมมนา เพราะเป็นวิธีการที่ง่าย เห็นชัดเจนเป็นรูปธรรมกว่าวิธีอื่น
สำหรับผู้เขียนที่สังเกตการพัฒนาในรูปแบบต่างๆ ศึกษาหาอ่านมาตลอดระยะเวลาเกือบ 10 ปีนี้กลับพบว่าวิธีการดังกล่าวเป็นวิธีการที่ไม่ได้ผลเท่าที่ควร ได้อย่างมาก 10-20% โดยเฉพาะการอบรมภาคบังคับ ไม่ไปไม่ได้ ไม่ไปมีเรื่อง ไม่ไปต้องเขียนรายงาน หรือมีผลต่อการประเมิน สิ่งเหล่านี้ได้แต่ปริมาณ ไร้ซึ่งคุณภาพ สุดท้ายกลายเป็นตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ
วันศุกร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2557
แนวทางฝึกหัดเพื่อเขียนบทความ: คิดก่อนพูด และคิดก่อนเขียน
พูดได้ก็เขียนได้ พูดเป็นก็เขียนเป็น ทั้งพูดและเขียนต่างต้องใช้ความคิด ต้องเรียบเรียงความคิดเพื่อสื่อออกมา...
เมื่อวานได้เขียนแนวทางการฝึกหัดการเขียนบทความแล้ว ชื่อตอน นักเขียนย่อหน้าเดียว เป็นการแนะนำให้คนเริ่มเขียนบทความได้ฝึก ง่ายๆ ด้วยการเขียนทุกวันผ่านเฟสบุ้กหรือสื่อออนไลน์ต่างๆ โดยเปลี่ยนวิธีการเขียนเสียใหม่ ให้เขียนหนึ่งย่อหน้า แล้วให้ได้ใจความให้ได้สาระ มีความเป็นเอกภาพ ลื่นไหล สามารถนำไปแตกประเด็นใหม่ได้อีก เหมือนที่มีคนบอกว่า
พูดได้ก็เขียนได้ พูดเป็นก็เขียนเป็น ทั้งพูดและเขียนต่างต้องใช้ความคิด ต้องเรียบเรียงความคิดเพื่อสื่อกมา แต่จะดีมากน้อยแค่ไหนก็ว่ากันไปตามเหตุปัจจัย
ปปัญจธรรมมูลเหตุของสงครามทุกชนิด
ตัณหาความอยากได้ใคร่มีทำให้แย่งชิงต่อสู้ให้ได้มา มานะ เป็นความถือตัวถือตน คิดว่าตนเองใหญ่ ยึดตัวกูของกู ทำให้ไม่เกรงกลัวผู้ใด ก่อให้เกิดสงครามแย่งชิงเช่นกัน
ทิฏฐิ คือ ความคิด ความเห็น อุดมการณ์ ตัวนี้ใหญ่เลยครับ ใหญ่เสียใจทำให้เกิดความหลงผิด เป็นมิจฉาทิฏฐิ การต่อสู้ด้วยทิฏฐินี้ เป็นการต่อสู้ที่ยาวนาน ไม่มีทางสิ้นสุด เพราะเป็นความคิดที่ฝังหัว ปลูกฝังสู่ลูกสู่หลาน กลายเป็นวัฒนธรรมของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งไป
ตอนนี้ในสังคมไทยกำลังเข้าสู่สภาวะที่หลายคนกำลังลุ่มหลงมัวเมาใน ปปัญจธรรม คือ อยากได้อยากไม่ ยึดมั่นตัวตน ยึดในทิฏฐิของตน ทำให้สังคมปั่นป่วน จวนเจียนเต็มที
แต่สังคมนี้เราหลายคนยังไม่ทราบว่า ตกอยู่ในกิเลสเหล่านี้ กลับมองเห็นเป็นเรื่องปกติ นี่แหละประเทศไทย น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งครับ
ตัวอย่างตัณหาก่อให้เกิดสงคราม:
อเมริกาอยากได้ทรัพยากรน้ำมันจากตะวันออกกลางเลยเป็นส่วนหนึ่งของสงคราม (ตัณหา)
ศากยวงศ์รังเกียจพระเจ้าวิฑูฑภะ ที่เกิดจากพระเจ้าปเสนทิโกศลกับนางทาสที่ราชวงศ์ศากยะย้อมแมวส่งไปให้เป็นการถือตัวตน ถือวรรณะ สุดท้ายพระเจ้าวิฑูฑภะล้างราชวงศ์ศากยะจนเกือบสูญสิ้น จนไม่เหลืออำนาจ (มานะ)
สงครามระหว่างอิสราเอล กับ ปาเลสไตน์ เป็นเรื่องของดินแดนตามพันธสัญญาที่พระเจ้าให้ไว้ว่า ดินแดนแห่งพระเจ้าประทานให้ กลายเป็นสงครามยืดเยื้อจากอดีตถึงปัจจุบัน (ทิฏฐิ)
จะเห็นได้ว่า สงครามที่เกิดจาก ทิฏฐิ นี้เป็นสงครามที่ยืดเยื้อสิ้นสุดได้ยาก ใช้ระยะเวลายาวนาน และไม่มีท่าทีว่าจะสิ้นสุด
ทุกวันนี้สังคมไทยก็ได้เห็นแล้วว่า ความแตกแยกทางสังคมของเราเกิดความเห็นต่าง ซึ่งนั่นก็คือ ทิฏฐิ ตามหลักพุทธศาสนา เป็นทิฏฐิของตนเอง ของฝ่ายตนเอง และไม่ต้องถามว่าเป็นทิฏฐิแบบ สัมมาทิฏฐิ หรือ มิจฉาทิฏฐิ
หากเป็นสัมมาทิฏฐิแล้วย่อมเห็นเหมือนกัน เห็นความจริงแท้แน่นอนของสรรพสิ่ง เห็นทั้งเขาและเรา เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม แล้วความเดือดร้อนจะเกิดได้อย่างไร
ทิฏฐิที่สร้างปัญหาทุกวันนี้คือ มิจฉาทิฏฐิ อย่างร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่ว่าจะเป็น เสื้อแดง หรือ กปปส. ก็ทิฏฐิฝ่ายตัวเองทั้งนั้น... หรือว่าใครมีความเห็นต่างบ้างครับ...
วันพฤหัสบดีที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2557
แนวทางฝึกหัดเพื่อเขียนบทความ: นักเขียนหนึ่งย่อหน้า
มีคนเคยพูดไว้ว่า ใครพูดได้ก็สามารถเขียนได้ แต่จะเขียนมีคุณภาพหรือไม่ก็อยู่ที่พูดได้ดีหรือยัง...เขียนบทความคือยาขมของหลายคน เมื่อถึงคราวต้องเขียนแล้วสมองมึนงงมืดไปแปดด้าน พยายามดูตัวอย่างก็คิดว่าเขาเอาคำพูดจากไหนมาเขียน ครั้นตัวเองลองเขียนบ้างก็วกไปวนมา สุดท้ายก็จบแบบห้วนๆ อ่านแล้วไม่ได้ใจความ เมื่อกลับไปอ่านวิธีการแต่งบทความยิ่งไปกันใหญ่ วิธีการร้อยแปดพันเก้า ยากจะเข้าใจ พาลท้อเลิกเขียนไปเสียอย่างนั้น
หากผู้เขียนบอกว่า การเขียนบทความ นั้นง่ายมาก จะเชื่อหรือไม่
วันเสาร์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2557
หยุดเห็นแก่ตัวเพื่อตัดวงจรอาชญากรรมกันเถอะ...
ทางอาชญาวิทยามีการศึกษาพบว่าการก่ออาชญากรรมมีองค์ประกอบหลักคือ ตัวบุคคล สังคม สภาพแวดล้อม โดยมูลเหตุจะขึ้นกับแนวโน้มการก่ออาชญากรรมและสถานการณ์ที่นำพาให้เกิดเหตุ ส่วนการหยุดยั้งคือ การต้านทานต่อแรงจูงใจในการก่ออาชญากรรม
ตัวแปรสำคัญ คือ แรงต้านทานการก่ออาชญากรรม ซึ่งเป็นตัวหาร เป็นตัวแบ่งให้ความรุนแรวลดน้อยลง แรงต้านจะอยู่ภายในจิตของแต่ละคน เป็นความรู้สึกผิดชอบชั่วดี ความรู้เกรงกลัว ความละอายต่อบาป
หิริ-โอตตัปปะ ความละอาย ความเกรงกลัวต่อการกระทำชั่ว เป็นสภาวะ เป็นความรู้สึก ต้องปลูกฝังกันจากรุ่นสู่รุ่น ไม่สามารถสอนกันได้ แต่แนะนำและลงมือกระทำ
การบังคับด้วยกฎระเบียบนั้นจะได้ผลก็ต่อเมื่อคน บุคคลเป็นผู้มีสำนึกเท่านั้น ในเมื่ออาชญากร คือ ผู้มีพฤติกรรมเป็นปฏิปักษ์ต่อสังคม มีหรือจะเกรงกลัว การลงโทษเป็นเพียงผลลัพธ์ของเกมไล่ล่า ระหว่างผู้ร้ายและผู้ถือกฎหมาย สุดท้ายมีแพ้มีชนะ หากแพ้ผู้ร้ายก็ยอมรับโทษ แต่น้อยที่จะสำนึก แต่กลับคิดว่าตัวเองพลาดในเกมสุดท้ายรอเวลาเริ่มเล่นเกมใหม่อีกครั้ง...
หากต้องการลดอาชญากรรมก็อย่าเป็นผูสร้างอาชญากร... หันกลับมาดูตัวเองว่าเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาหรือไม่ เรากำลังบ่มเพราะนักก่ออาชญากรรมด้วยการสร้างปัญหาแก่สังคมด้วยความเห็นแก่ตัวหรือไม่?
หยุดเห็นแก่ตัวเพื่อตัดวงจรอาชญากรรมกันเถอะ...
วันศุกร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2557
ฆ่าข่มขืน... ประหารทันทีดีหรือไม่?
อาชญากรรม คือ พฤติกรรมของบุคคลที่เป็นปฏิปักษ์ต่อพฤติกรรมชุมชน
ข้อความประโยคนี้สะท้อนให้เห็นว่าชุมชนคือ เบ้าหลอมของบุคคลในฐานะสมาชิกในสังคมกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ซึ่งเป็นบรรทัดฐานว่า ชุมชนมีพฤติกรรมที่สงบสุขไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดีงาม
แล้วทุกวันนี้สังคมเป็นเช่นนั้นหรือไม่ พฤติกรรมชุมชนเป็นเช่นไร เรากำลังบ่มเพราะอาชญากรกันหรือเปล่า เราเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างนักก่ออาชญากรรมหรือไม่ อันนี้น่าคิด
ขณะเดียวกันกระแสการเรียกร้องให้เพิ่มโทษคดีข่มขืนจากประหารชีวิต เป็น ประหารชีวิตทันทีและสถานเดียวไม่มีการลดหย่อนโทษ (ปกติคดีฆ่าขมขืนก็มีโทษประหารชีวิต)
แล้วการเพิ่มโทษอย่างรุนแรง เฉียบขาดนั้นหยุดอาชญากรรมได้จริงหรือ?
ตามแนวคิดและการศึกษาของ Murchison และ Tulchin ระบุว่า อาชญากรไม่ใช่บุคคลที่อ่อนแอ แต่ในทางตรงกันข้าม กลับมีความสามารถในการปฏิบัติงานต่างๆ ได้ดีกว่าทหารที่รับการฝึกมาแล้วเสียอีก
เมื่อศึกษาลงลึกไปอีกจะพบว่าอาชญกรต่างมีสาเหตุในการก่อความรุนแรงหลากหลาย สุดท้ายเขาเตรียมพร้อมสำหรับผลลัพธ์ไว้แล้วนั่นคือ ความตาย
นั่นหมายความว่า เขามองความตายคือ ทางเลือกสุดท้าย หาใช่บทลงโทษและไม่ได้เกรงกลัวแม้แต่นิด ตามหลักอาชญาวิทยา เจ้าวายร้ายทั้งหลายกลับมีคุณสมบัติไม่กลัวตายที่เรียกว่า fearless dominant อันเป็นคุณสมบัติเดียวกันกับคนที่มีแนวคิด ฮีโร่ หรือวีรบุรุษ เพียงแต่เข้าอยู่กันคนละด้าน มีเส้นกั้นบางๆ ที่เรียกว่า ความรู้สึกเห็นอกเห็นใจคนอื่น (Emphaty) หรือตามหลักจริยธรรมที่ว่า เอาใจเขามาใส่ใจเรา
ในเมื่อวายร้ายไม่กลัวตาย เขาจะรู้สึกอย่างไรกับโทษประหารทันที... เขาอาจจะรู้สึกหลีกเร้นความผิดได้เร็วยิ่งขึ้น โดยไม่ต้องทุกข์ทรมานหรือเปล่า...
...
วันเสาร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556
สัมภาษณ์งานอย่างไรให้ได้คน
ถามกันง่าย ๆ แต่ตอบยากมาก เพราะวันที่สัมภาษณ์งานเป็นวันที่คนโกหกมากที่สุดทั้งคนสัมภาษณ์และคนถูกสัมภาษณ์ ต่างก็ต้องพูดออกมาให้ดูทีกันทั้งคู่ และใช้ถ้อยคำหลอกล่อ หว่านล้อม อ้อนวอน สารพัดเพื่อให้ได้งาน และได้คน
แล้วทำไมถึงได้คนไม่ตรง ทำไมพนักงานที่เข้าใหม่ถึงเข้า ๆ ออก ๆ กันเป็นว่าเล่น?
ต้องแยกประเด็นก่อนว่าการสัมภาษณ์งานเป็นพื้นฐานขั้นแรก และเป็นเพียงส่วนหนึ่งในองค์ประกอบการคัดสรร การเลือกจ้างเท่านั้น แต่ยังมีปัจจัยอื่นอีกมากที่ทำให้พนักงานอยู่หรือไม่
เพราะบางครั้งคนที่ใช่สำหรับองค์กรก็อยู่ได้ไม่นานเพราะเขาค้นพบว่าองค์กรไม่ใช่สำหรับเขา... การเลือกคนที่จะมาเป็นพนักงานนั้นเหมือนการเลือกคู่ครอง จะยืนยง หรือย่ำแย่ ก็อยู่ที่พฤติกรรม และจิตใจของทั้งสองฝ่าย
ลองคิดง่าย ๆ หากฝ่ายชายและหญิง (องค์กรและพนักงาน) ต่างมีใจให้กันและกันมันย่อมทำให้มีความเสียสละ อดทน ต่อปัญหา รักกันใหม่ ๆ มีพริกกินพริก มีเกลือกินเกลือ แต่ถ้าอยู่ไปหลายปีแล้วยังกินเกลือกับพริกอยู่ร่ำไป คงไม่มีสาว ๆ คนไหนอยู่ได้ตลอดรอดฝั่ง คงต้องมองหาชายใหม่ในดวงใจ (องค์กรใหม่) มาเป็นคู่ครองอยู่เรื่อย ๆ
น้อยคนนักที่จะเลือกยอมอดมื้อกินมื้ออยู่กับสามีที่ไม่มีอนาคต ไม่มีทรัพย์สมบัติอะไร และที่แย่ที่สุดสามีที่ใจจืดใจดำ ไม่เห็นแก่ภรรยา เอาตัวเองเป็นที่ตั้ง เอาแต่ใจตัวเอง ตัวเองดีหมด ภรรยาอะไรก็ผิด คนที่ทนอยู่ได้มีสองอย่าง ยอมรับว่าเป็นเวรกรรมขี้เกียจไปตายดาบหน้า ยอมอดทนมองว่าเป็นรักแท้ หรืออีกคนหนึ่งคือขี้ริ้วขี้เหร่เลิกไปแล้วไม่มีชายใดจะหมายตา...
นี่เป็นตัวอย่างที่ใกล้ตัวที่สุดคือการเลือกคู่ร่วมหอลงโลง ซึ่งไม่ต่างจากองค์กรเลือกพนักงานเข้ามา และพนักงานก็เลือกองค์กรเช่นกัน
ปัจจัยที่ทำให้คนอยู่กับองค์กรนั้นไม่ใช่ความรักเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเป็นเรื่องความมั่นคงทางหน้าที่การงานด้วย และองค์กรต้องทำให้เขารู้สึกว่าเป็นมิตรไมตรีมี เมตตา กรุณา มุทิตาและอุเบกขา (ปัญญานุเบกขาคือความวางเฉยด้วยปัญญาไม่ใช่ อัญญานุเบกขาที่วางเฉยแบบทองไม่รู้ร้อน พระท่านว่าเฉยโง่)
ดังนั้นการสัมภาษณ์งานเป็นด่านแรกที่เปิดโอกาสในการเลือกหญิงสาวสวยงามเข้ามาเป็นคู่ครอง ถ้าชายหนุ่มหน้าตาดีก็จะมีสาว ๆ มาสมัครให้เลือกเป็นคู่มากหน่อย แต่ขี้ริ้วขี้เร่ ไม่มีชื่อเสียงแต่มีเงินมีทองมากอยู่แล้วคงสุขสบายก็พอทำใจได้มองในความมั่นคงยอมมาสมัครเป็นแฟนกันก็ได้
แต่รูปไม่งาม นามไม่เพราะแถมยากจน ไม่มีน้ำใจ มีชื่อเสียงเกะกะเกเร น้อยคนนักที่จะผ่านมาให้เลือกคู่หรือที่มาก็ไม่มีทางไปนั่นแหละ...
นอกเรื่องดูเหมือนไม่เป็นเรื่องแต่เกี่ยวเนื่องกันเยอะ... ทีนี้วกกลับมาเรื่องการสัมภาษณ์งานนั้นเล่าทำอย่างไรได้บ้าง?
คงบอกกันสอนกันไม่ได้ว่าทำอย่างนั้นอย่างนี้แล้วจะสำเร็จ หนังสือที่วางขายวิธีการสัมภาษณ์งานก็พื้น ๆ และหากสัมภาษณ์ตามหนังสือที่แนะนำกันนั้นก็ได้คนโกหกมาทำงานเสียเยอะแยะ เพราะต่างคนก็อ่านมาเหมือนกัน บางมหาวิทยาลัยถึงขั้นมีหลักสูตรอบรมเตรียมความพร้อม มีการชี้แนะแนวทางในการสัมภาณณ์งาน เชิญวิทยากรที่เป็นเจ้าหน้าที่มีประการสัมภาษณ์งานเป็นอาชีพมาบอกเลยว่าจะถามอะไรบ้าง และควรตอบอย่างไร หนังสือที่วางขายตามร้านหนังสือก็มากมายที่แนะนำวิธีการตอบสัมภาษณ์เรียกได้ว่าถามอย่างไรตอบได้หมด
แต่สำหรับผู้เขียนแล้วเน้นเรื่องวิธีคิดเป็นหลัก แล้วค่อย ๆ คุยสอบถามกันไปแล้วเก็บพฤติกรรมเด่น ๆ และความรู้สึกของผู้เข้าสัมภาษณ์เพื่อนำมาเทียบกับ Competency ที่กำหนดไว้แล้ว เน้นเรื่องพฤติกรรม วิธีคิด วิธีแก้ไขปัญหา เน้นความเข้าใจสัจธรรม ดูว่าเข้าใจสังคมมากน้อยแค่ไหน หรือว่าเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางหรือไม่ ถ้างานบริการก็ดูว่าเขามีพฤติกรรมเหวี่ยง วีน หรือเข้าตัวเองแค่ไหน สิ่งเหล่านี้ต้องขึ้นอยู่กับงานและความต้องของงาน ขอบเขตงานและสมรรถนะที่ต้องการ ดังนั้นต้องกำหนด Job Description อันเป็นขอบเขตการทำงานให้เรียบร้อย แล้วแปลงให้เป็น Competency เพื่อคัดเลือก สรรหา พัฒนาพนักงานให้ตรงตาม Competency แล้วค่อยใช้ KPI มาตรวจวัดตรวจจับกันภายหลัง เพราะการตรวจวัด ตรวจจับหากใช้ไม่เป็นจะบั่นทอนศักยภาพพนักงานเป็นอย่างยิ่ง
สุดท้ายที่ไม่ควรลืมในการสัมภาษณ์หลังจากสัมภาษณ์เชิงพฤติกรรมแล้วก็สัมภาษณ์เชิงสถานการณ์คือ สมมติเพื่อให้ผู้เข้าสัมภาษณ์ คิดวิเคราะห์ แก้ไขปัญหา โดยเป็นคำถามปลายเปิด ไม่มีถูกไม่มีผิด คำตอบสามารถตอบหลากหลาย แต่คำตอบจะบ่งบอกถึงพฤติกรรมของผู้ถูกสัมภาษณ์
เห็นไหมครับว่า สัมภาษณ์เชิงพฤติกรรมและเชิงสถานการณ์มันเกี่ยวเนื่องกัน สนับสนุนกันอยู่เสมอ ไม่ใช่ว่าจะต้องถามหนึ่งสองสามไปเรื่อย ๆ ...
ฝึก อ่าน คิดและวิเคราะห์คุยกับคนให้มาก ฝึกสังเกตพฤติกรรมคน ฝึกสังเกตวิธีคิด วิธีการต่าง ๆ ฝึกสังเกตว่าอะไรเป็นเหตุไม่ใช่แก้ไขที่ผลอย่างเดียว
การสัมภาษณ์งานจึงเป็นงานที่ละเอียดอ่อน ใช้ทักษะ ความสามารถเป็นอย่างยิ่ง หาใช้สักแต่ว่าสัมภาษณ์ ๆ ๆ ให้ผ่าน ๆ แล้วดูที่หน้าตา ดูที่การพูด ดูที่คำตอบอย่างเดียว ต้องมองให้ลึกถึงข้างในด้วย
บางแห่งผู้สัมภาษณ์ติดกับดัก บ่วงประสบการณ์ คือมีประสบการณ์บริษัทที่คิดว่าดีกว่า แล้วจะอ้าแขนรับเลย ซึ่งละเลยความเป็นจริงว่า ที่เขามาจากองค์กรที่ดีกว่านั้นเพราะอะไร ทำไมถึงทิ้งสิ่งที่มาหาสิ่งที่แย่กว่า... มีอะไรหลากหลายที่ให้คิดมากกว่าประสบการณ์ เพราะการเรียนรู้ คนเก่งสอนได้ แต่คนดีสอนยากครับ มันต้องดีด้วยตัวเอง เพราะถ้าไม่คิดดีทำดีซะอย่างต่อให้พบพระพุทธองค์ก็ไม่บรรลุ (ในสมัยพุทธกาลมีตัวอย่างให้มากมาย อยู่ต่อหน้าพระพักตร์แล้วยังไม่สามารถบรรลุธรรมได้)
จึงฝากไว้ว่าการสัมภาษณ์งานเป็นสิ่งต่อเนื่อง เป็นเรื่องที่องค์กรหรือหน่วยงาน หัวหน้างานควรให้ความสำคัญไม่อย่างนั้นจะเจอปัญหา คนอื่นคัดออกเราคัดเข้า... และฝากเตือนไว้อีกว่า การเอาคนเข้างานง่าย แต่ให้ออกจากงานนั้นยาก ดังนั้นหากรับมาแล้วมีนิสัยแย่ ๆ สร้างปัญหาให้องค์กรแล้วเอาออกไม่ได้เพราะชั่วไม่มีดีไม่ปรากฏ ไม่เคยทำผิดกฏระเบียบวินัยเลย สั่งให้ทำอะไรก็ทำหมดแล้วจะหาความผิดอะไรให้เขาออก... ดังนั้นเลือกคนที่ใช่ คนที่ดีเข้าองค์กรก่อน แล้วค่อยพัฒนาสั่งสมอบรมให้ประสบการณ์ต่อไป... คราวหน้าจะเขียนเรื่องการพัฒนาต่อไปครับ... สวัสดีครับ
